รวมข้อมูล Whoop อุปกรณ์อัจฉริยะ ช่วยยกระดับการติดตามสุขภาพ
- WHOOP คืออะไร? ใช่สมาร์ทวอชหรือเปล่า?
WHOOP ไม่ใช่สมาร์ทวอชทั่วไป แต่เป็นสายรัดข้อมืออัจฉริยะแบบไร้หน้าจอที่ถูกออกแบบมาเพื่อติดตามข้อมูลร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง และทำการวิเคราะห์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ โดยจะเน้นการแสดงข้อมูล 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- ระดับความเครียดและระดับกิจกรรมในวัน (Strain) วันนี้ร่างกายทำกิจกรรม/ออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน เครียดมากเกินไปหรือยัง?
- ระดับการฟื้นฟูของร่างกาย (Recovery) วันนี้ร่างกายของเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน
- ระดับคุณภาพการนอนหลับ (Sleep) ติดตามและวิเคราะห์ระยะการนอนหลับ เรานอนหลับเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่ พร้อมมีระบบ Sleep Coach คำนวณ Sleep Need เพื่อจัดตารางการนอนที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล
โดยตัวเครื่องจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ เซนเซอร์ตรวจวัดแบบไร้หน้าจอ สายรัดข้อมือ และ powerpack หรือตัวชาร์จไร้สาย แถมฟรีเฉพาะบางรุ่น) ซึ่งจะแตกต่างไปจาก smartwatch ทั่วไปตรงที่ WHOOP เป็นอุปกรณ์สวมใส่แบบไร้หน้าจอ ไม่มีการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่อยู่บนมือถือ ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่แสดงเวลาหรือข้อมูลต่างๆ เพื่อลดการรบกวนในชีวิตประจำวัน หากผู้ใช้ต้องการติดตามผลสุขภาพจะต้องตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน WHOOP เท่านั้น
ประวัติความเป็นมาของ WHOOP
แนวคิดของอุปกรณ์อัจฉริยะ Whoop เกิดจากความคิดของ Will Ahmed นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้มีความสามารถปราดเปรื่องด้านกีฬาสควอช ที่เริ่มสังเกตว่าการฝึกกีฬาอย่างหน่วงหนัก ไม่ได้ทำให้ผลการแข่งขันดีขึ้น ในทางกลับกันการฝึกซ้อมที่ไม่พอดี ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการแข่งขัน นั่นจึงกลายเป็นที่มาของแนวคิดของอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำทำหน้าที่ราวกับโค้ช (Coach) ส่วนตัว เพื่อช่วยติดตามคุณภาพของการพักและการฟื้นตัว อันเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะ (Performance) ในการทำกิจกรรม ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป
จนกระทั่งในปี 2015 ได้มีการปล่อย WHOOP 1.0 ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือแบบไร้หน้าจอตัวแรกเข้าสู่ตลาด ตามด้วยรุ่นใหม่ๆ ในปี 2016 และ 2019 และรุ่นที่เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนส่วนใหญ่ WHOOP 4.0 ที่เปิดตัวในปี 2021 ที่มีระบบตรวจวัดการฟื้นตัว วิเคราะห์คุณภาพการนอน และเซนเซอร์ตรวจวัดสุขภาพขั้นสูง ระบบแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 4-5 วัน (ต่อการชาร์จเต็ม 1 รอบ)
ต่อมาในปี 2023 WHOOP ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ติดตามความเครียด (Stress Monitor) ซึ่งวิเคราะ์ห้ได้จากอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพักและอัตราการผันแปรของการเต้นของหัวใจ (HRV) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรู้ได้ว่าขณะนั้นร่างกายของตนเองมีภาวะเครียดมากน้อยเพียงใดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก่อนที่ต่อมามีการประกาศเปิดตัว WHOOP 5.0 และ WHOOP MG (Medical Grade) ในปี 2025 ที่ผ่านมา
WHOOP 4.0 ต่างกับรุ่น 5.0 ยังไง?
คำตอบแรกเลยก็คือปีผลิต ซึ่งรุ่น 5.0 เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และถูกพัฒนาให้โดดเด่นรุ่น 4.0 หลายด้าน ได้แก่
- ขนาดเครื่อง WHOOP 5.0 มีขนาดเล็กลงถึง 7% ดีไซน์เครื่องบางกว่า น้ำหนักเบากว่า ให้ผู้ใช้สวมใส่ได้สบายมากขึ้น
- แบตเตอรี่ ที่อยู่ได้นานมากถึง 14 วันต่อการชาร์จหนึ่งรอบ จากเดิมที่รุ่น 4.0 อยู่ได้มากสุด 5 วัน
- ระบบเซนเซอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 60% เพิ่มความแม่นยำในการติดตามผลสุขภาพ ทั้งการวัดคุณภาพการนอน Recovery Score และ Strain Score
- มีฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่ครบครันกว่า ทั้ง Healthspan, การวิเคราะห์ฮอร์โมน, ข้อมูลความดันโลหิต (เฉพาะแพ็กเกจ Life), ECG / Heart Screener (รุ่น MG)
- อัปเกรดการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือแอปพลิเคชันอื่นได้เสถียรขึ้น
WHOOP 5.0 มีกี่รุ่นย่อย
- WHOOP 5.0 ใช้ร่วมกับแพ็กเกจ ONE และ PEAK
- WHOOP MG (Medical Grade) ใช้ร่วมกับแพ็กเกจ Life
เครื่อง WHOOP ฟรี แต่มีค่าใช้จ่ายจากซอฟต์แวร์ติดตามผล ที่ต้องจ่ายแบบรายปี
- แพ็กเกจ ONE ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 6,400–7,300 บาท/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ ~530–610 บาท/เดือน เหมาะกับผู้ที่ต้องการติดตามผลสุขภาพแบบทั่วๆ ไป เช่น การนอน การฟื้นตัว คะแนนความเครียดร่างกาย อัตราการเต้นหัวใจ โซนการออกกำลังกาย แต่รุ่นนี้ไม่มี Powerpack ไร้สายสำหรับชาร์จ (ต้องซื้อแยกเอง)
- แพ็กเกจ PEAK ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 7,700–8,800 บาท/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ ~640–730 บาท/เดือน แพ็กเกจนี้เหมาะสำหรับสายฟิตเนส หรือคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และต้องการติดตามสุขภาพเชิงลึกมากกว่าแพ็กเกจ ONE ได้แก่ Healthspan, การแจ้งเตือนสุขภาพ (Health Monitor), การติดตามระดับความเครียดเรียลไทม์ (Stress Monitor)
- แพ็กเกจ LIFE ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 11,600–13,500+ บาท/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ ~960–1,100 บาท/เดือน แพ็กเกจนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพเชิงลึกที่มีทั้งหมด โดยมีข้อมูลที่แพ็กเกจอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ คือ การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG / Heart Screener) และการประเมินแนวโน้มความดันโลหิต (Blood Pressure Insights) อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรองรับความแม่นยำจาก FDA
- งบเยอะ อยากติดตามข้อมูลสุขภาพทั้งหมด วิ่งไป MG Life
- งบกลางๆ เน้นเป็นฟิตเนสแทร็กเกอร์ เข้าถึงข้อมูลสุขภาพทั่วไปแบบไม่ครบๆ แต่ไม่มีการประเมินความดัน และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เลือกแพ็กเกจ PEAK
- อยากใส่ WHOOP แต่อยากกระชับงบ เข้าถึงข้อมูลสุขภาพแบบเบื้องต้น พอหอมปากหอมคอ วิ่งมาแพ็กเกจ ONE
WHOOP 5.0 ในไทย ซื้อที่ไหนดี?
ปัจจุบัน (2026) ประเทศไทยยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากแบรนด์ WHOOP แต่สามารถหาซื้อ WHOOP 5.0 ได้ทั้งจากบุคคลทั่วไปที่รับหิ้ว ร้านจำหน่าย gadget ที่มีความน่าเชื่อถือทั้งแบบซื้อหน้าร้านและออนไลน์ เช่น banana, tsmactive รวมไปถึงการสั่ง WHOOP 5.0 จากเวปไซต์ amazon ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ควรพิจารณาเลือกซื้อ WHOOP 5.0 จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ มีการรับประกันเครื่องแท้ พร้อมตรวจสอบระบบสมาชิกที่มากับตัวเครื่อง (กรณีที่ไม่ได้ซื้อเครื่องมือหนึ่ง) เพื่อความคุ้มค่า คุ้มราคากับเงินที่ต้องจ่ายไป
ส่วนตัวเราว่าอีกหนึ่งความสนุกของการใส่ WHOOP คือการคัสต้อมสายที่ใส่ ซึ่งโดยปกติจะสายสีดำแถมมากับตัวเครื่อง ส่วนสายอื่นๆ สามารถเลือกซื้อเพิ่มได้ตามความต้องการ หรือจะเอามามิกซ์แอนด์แมชชุดได้ตามใจชอบ มีทั้งสายผ้า SuperKnit , SportFlex สายซิลิโคน ทำความสะอาดง่าย แห้งเร็ว , LeatherLuxe สายหนังแท้แบบลักชู และ CloudKnit ผ้านุ่มแบบเบาสบาย ซึ่งมีดีไซน์และสีต่างๆ ให้เลือกเยอะมาก ซึ่งสายสำรองบางซีรีส์มีขายเฉพาะประเทศเพื่อความแตกต่าง (ปล. อย่าลืมตรวจสอบรุ่นก่อนซื้อสายสำรอง โดยเฉพาะสายของ WHOOP 4.0 และ WHOOP 5.0 ที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้)
📍สั่งซื้อสายสำรอง WHOOP ทาง Shopee



