บทความก่อนหน้า เราพูดถึงวิธีการถอดสาย เปลี่ยนสาย Whoop กันไปแล้ว บทความนี้มาเปลี่ยนอารมณ์ พูดถึงประสบการณ์จริงหลังการใช้ Whoop ครบ 1 เดือน กันบ้าง โดยรุ่นที่เราสั่งมาใช้จะเป็น Whoop 5.0 Peak ซึ่งเป็นตัวกลาง (ระหว่าง one กับ life) ซื้อที่ไหน? ราคาเท่าไหร่ วิธีใช้ ใช้ยังไง มาดูกันเลย
ถ้าเปรียบเทียบสเปค จะเห็นได้ว่า ตัว MG จะมีฟังก์ชันที่เหนือกว่า Peak ไป 3 อย่าง คือ
รีวิว Whoop หลังใช้จริงครบ 1 เดือน รีวิว Whoop 5.0 Peak
Whoop ที่เราตัดสินใจสั่งซื้อมาเป็นรุ่น 5.0 Peak ราคาที่ได้มาประมาณ 9,990 บาท (จากราคาเต็มที่เห็น อยู่ที่ประมาณ 12,990 บาท) เราสั่งผ่านทาง Shopee ร้าน TSM Active แนะนำให้สั่งผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือเพราะจะมีพวกคูปองให้เลือกใช้เยอะกว่า
link สั่งซื้อ สำหรับคนสนใจ https://s.shopee.co.th/50UfydAdIl (Affiliate)
ร้านนี้จัดส่งเร็วนะ ช่วงที่เราสั่งจะเป็นตอนที่ pre รอบใหม่พอดี ก็เลยรอนานหน่อย (ประมาณ 2 อาทิตย์) แต่ถ้าเป็นช่วงที่ร้านมี stock อยู่แล้ว เขาก็ส่งด่วนให้ได้เลยในพื้นที่ กทม. หรือถ้าต่างจังหวัดก็ใช้เวลาส่งประมาณ 2-4 วัน (แล้วแต่ระยะทางจัดส่ง) แต่จะแพ็กไม่ค่อยหนาแน่นมาก
ทำไมเลือกรุ่น 5.0 Peak แทนรุ่น MG
จริงๆ ตอนซื้อก็มีลังเล ระหว่าง 2 รุ่นนี้ (รุ่น one คิดว่า function น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยคุ้มเงิน)
| ภาพจาก Whoop |
- การวัด ECG การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (แบบที่ Apple Watch / Garmin วัดได้)
- On-demand AFib Detection ตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบกดเช็กเอง
- Blood Pressure Insight (Beta) วัดความดันเลือด (ยังเป็น beta ไม่ใช่ทางการแพทย์)
รีวิว Whoop Peak 5.0 ดีไหม? เหมาะกับใคร
หลังจากที่เราใช้งาน Whoop Peak 5.0 มาได้สักระยะ ก็มีสิ่งที่ชอบในเจ้าสายวัดนี้อยู่หลายอย่างด้วยกัน- ตัวเซนเซอร์น้ำหนักเบา ไม่กดข้อมือ น้ำหนักของ Peak จะอยู่ที่ประมาณ 27 กรัมเท่านั้น ข้อดีเลยคือ ความเบาสบาย ไม่หนักเท่ากับ smartwatch ที่มีหน้าปัด มันเลยใส่ได้ค่อนข้างง่าย ไม่อึดอัด ไม่เทอะทะ เราเป็นคนเจอปัญหาใส่สมาร์มวอชแล้วอึดอัดแขน เกิดรอยกดแน่นที่ปุ่มนูนๆ ของเซนเซอร์ เลยใส่ติดตามการนอนไม่ได้เลย เอามาใส่เฉพาะตอนออกกำลังกายตลอด แต่ตัว Whoop ช่วยให้เราสามารถใส่สายรัดได้แทบจะตลอดเวลา โดยไม่ทำให้ไม่สบายข้อมือแต่อย่างใด ช่วง 1-3 วันแรกที่ใส่จะไม่ชินหน่อย มีเจ็บๆ ข้อมือ เราก็อาศัยปรับสายไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่งก็จะใส่ได้แบบไม่รู้สึกอะไร
- ไร้หน้าจอกวนใจ สำหรับใครที่รู้สึกไม่ชอบการได้รับ noti จากแอปแบบรัวๆ แต่อยากตามผลสุขภาพผ่าน Smart Device สายรัด Whoop ตอบโจทย์มาก เพราะมันเป็นแบบไร้หน้าจอ จึงไม่มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ มาที่ข้อมือเราเลย ไม่มีอะไรมาสั่นให้กวนใจ ใส่สวยๆ เหมือนกำไลข้อมือได้เลย ส่วนการแจ้งเตือนจากแอปฯ ของ Whoop ก็จะไปแจ้งเตือนเราที่หน้าจอมือถือเท่านั้น
- ไม่ต้องคอยชาร์จแบตอยู่อย่างงั้น ข้อนี้เป็นเฉพาะบางค่าย ตัวก่อนหน้าเราใช้ Apple Watch ปรากฏว่าชาร์จแบตฉ่ำมาก (555+) คือต้องชาร์จทุกๆ วันเลย เพราะไม่งั้นอีกวันถัดไปมีดับแน่นอน แต่กับ Whoop Peak 5.0 ที่ตัว Device เขาไม่มีหน้าจอ ไม่ต้องแสดงผล (อย่างมากก็คือ สั่น ตอนตั้งปลุก) เลยทำให้อายุการใช้งานเขานานมาก รอบแรกที่เราชาร์จก็อยู่ได้ยาวๆ เป็นสัปดาห์จริงๆ โดยเฉลี่ยแบตเขาจะลดลงราวๆ วันละ 7-8 %
- เวลาชาร์จก็ทำง่าย สะดวกมาก เพราะตัว Whoop Peak เขาจะมี Pocket ชาร์จมาให้ เหมือนเราเอาแบตสำรองมาแปะเข้ากับตัว Whoop โดยที่เราไม่ต้องเสียบสายใดๆ (แค่เราชาร์จตัวแบตสำรองไว้ให้เต็มเท่านั้น ใช้เวลาในการชาร์จแบตจนเต็มประมาณ 20-30 นาที เห็นจะได้ (ยังไม่เคยจับเวลาเป๊ะๆ)
- วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราได้ค่อนข้างละเอียด Whoop 5.0 Peak เก็บข้อมูลของเราได้ค่อนข้างครบ หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ
- 1.คุณภาพการหลับ ประเมิน stage การหลับลึกและระยะต่างๆ โดยระบบจะให้เราตั้งต้นจากการกำหนดเวลาที่ต้องการตื่น goal ของการนอนหลับ เช่น ต้องการนอนให้ได้อย่างน้อย 75% 85% หรือนอนให้ได้ 100% ตามที่ Whoop แนะนำ และระบบจะแจ้งเวลาที่เราควรเข้านอนในแต่ละวัน
- 2.แนวโน้มการฟื้นตัวของร่างกาย (Recovery) โดยจะอิงจากค่า HRV (อัตราการผันผวนการเต้นของหัวใจ) การหายใจขณะพัก อัตราการหายใจ/นาที >> ซึ่งค่าตัวนี้แหละที่เราเอาไว้ดูว่าวันนี้ร่างกายเราพร้อมมากน้อยแค่ไหน เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ควรออกกำลังกาย ซ้อม หรือหยุดพัก
- 3.คุณภาพการนอนหลับ และระดับความเครียดสะสมของกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน
- นอกจากนี้จะมีการคำนวณ Lifespan หรืออายุจริงของร่างกายเรา ซึ่งจะต้องใส่ Whoop ให้ครบ 21 วันก่อน ถึงจะแสดงค่านี้ได้
- ระบบคำนวณแคลอรี่ที่ใช้ต่อวัน ข้อนี้จะดีกับคนที่พยายามควบคุมน้ำหนัก ไม่ว่าจะลดหรือเพิ่ม เมื่อเราใส่ Whoop ไปได้สักระยะหนึ่ง ระบบจะเริ่มสะสมข้อมูล Calorie ที่เราใช้ในแต่ละวัน หรือก็คือค่า TDEE นั่นเอง จุดนี้เราก็สามารถอ้างอิงข้อมูลนี้เพื่อใช้สำหรับปรับแคลอรี่ที่ต้องทานต่อวันได้อย่างเหมาะสม (ปล. อย่าลืมปรับข้อมูลส่วนตัว ใส่อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกาย)
- Whoop Peak มาพร้อบกับระบบ AI Coach โดยเราสามารถกดปุ่ม W ที่มุมขวาล่างของหน้าจอ เพื่อแชทกับ AI ของ Whoop ได้ ตัวนี้จะทำหน้าที่เหมือน Personal Trainer ของเรา เพราะ Whoop จะคอยวัดค่าต่างๆ อย่างละเอียดและนำไปวิเคราะห์ผลรายวันอยู่แล้ว ดังนั้น AI Coach จะมีข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายของเราค่อนข้างละเอียด จึงสามารถให้คำแนะนำกับเราผ่านทางแชทได้ค่อนข้างดี โดยเราสามารถพิมพ์ข้อความภาษาไทย เพื่อให้ AI ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยกับเราได้เลย ตัวอย่างคำถาม เช่น
- วันนี้การฟื้นตัวของเราเป็นอย่างไรบ้าง? ควรออกกำลังกายแบบไหน?
- Recovery เราเป็นสีแดง เกิดขึ้นเพราะอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร?
- ทำไม ค่า ____ ของเราถึงสูง/ต่ำ เกิดจากอะไร?
- ช่วยวางแผนการออกกำลังกายในแต่ละวัน ตามเป้าหมายที่เราต้องการ
- การตรวจจับกิจกรรมแบบอัตโนมัติ หากเราเคยใช้ Smart Watch รุ่นอื่นๆ มา เมื่อเราเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ เช่น วิ่ง ยกเวท พิลาทิส โยคะ ฯลฯ จะต้องมากดเริ่มและสิ้นสุดเอง แต่สำหรับ Whoop เราสามารถเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ได้เลยโดยไม่ต้องกดเริ่ม Whoop จะจับกิจกรรมและเริ่มบันทึกให้ตั้งแต่ต้น-จบ โดยระบบจะระบุกิจกรรมที่เราทำได้ค่อนข้างแม่นยำ (แต่ถ้าข้อมูลไม่ตรง เช่น ระยะเวลา หรือชนิดกิจกรรม เราสามารถ Edit ข้อมูลในภายหลังได้)
- ช่วยปรับพฤติกรรมได้จริง หลายคนอาจจะแบบ แหม่มันจะปรับได้แค่ไหนเชียว (เราเองก็ด้วยค่ะ 55+) แต่ที่เห็นได้ชัดคือ เราจะอยากมีค่า Recovery สีเขียวๆ ก็จะปรับตัวด้วยการเข้านอนตามที่ Whoop แนะนำ หรือไม่ก็พยามเข้านอนให้เร็วขึ้น ลดเวลาหน้าจอ ลดไถ TikTok ก่อนนอน (จากเมื่อก่อนไถฉ่ำเป็นชั่วโมง) และที่เราเปลี่ยนไปเลยก็คือ เราขยับร่างกายในวันมากขึ้นค่ะ พยายามออกแรง เดินเล่น ใช้บันไดแทนลิฟต์ เพื่ออย่างน้อยๆ ก็ช่วยเสริมความแข็งแรงให้หัวใจสักหน่อย แบบว่าหัวใจได้เต้นเร็วหน่อย เพิ่ม heartrate เอยใดด้วยเล็กน้อยในช่วงวัน อีกเรื่องก็คือพยายามไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ๆ ติดกับเวลานอนด้วย ซึ่งหลายๆ อย่างที่เราปรับ มันก็ดีกับร่างกายเรากว่าจริงๆ นะ Feel Good ขึ้นในหลายๆ ด้าน
- เปลี่ยนสายและวัสดุได้หลากหลาย มีความแฟชั่นสูงสุดๆ โดยสายแรกที่แถมติดตัวเครื่องมาจะเป็นสาย SuperKnit หรือสายถัก ที่ยืดหยุ่นดีประมาณหนึ่ง แต่ส่วนตัวเราว่าแห้งช้าไปหน่อย หรือจะเป็นสาย SportFlex หรือสายยางที่แห้งเร็วกว่า และสายหนัง ซึ่งสายแต่ละประเภทก็จะมีให้เลือกหลายสี หลายแบบ สามารถปรับเปลี่ยนสายให้เข้ากับ outfit ในแต่ละวันได้
ข้อจำกัดของ Whoop Peak 5.0 จากมุมมองส่วนตัวสำหรับเรา
อันนี้ออกตัวก่อนว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเรา หลายคนอาจมองข้อเหล่านี้ว่าเป็นข้อดีก็ได้ (ฮา)
- ต้องจ่าย Subscription ข้อนี้ปวดเฮดเลยละ (55+) เพราะว่า Whoop เป็น Device แบบมีค่าสมาชิกรายเดือนค่ะ คิดภาพง่ายๆ คือเราได้เครื่องเปล่า แต่ต้องจ่ายรายเดือนเพื่อเข้าถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยตอนซื้อครั้งแรกเราจะจ่ายราคาแบบ 12 เดือนเต็ม และเมื่อใช้ครบ 1 ปี แล้ว สามารถเลือกต่ออายุได้ทั้งแบบจ่ายรายเดือน หรือจ่ายเต็มรายปีเลยก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมเช็กความพร้อมด้านงบประมาณกันให้ค่ะ ตีกลมๆ ก็ปีละหมื่นต้นๆ (แล้วแต่แพ็กเกจที่เลือกใช้)
- ความไร้หน้าจอที่เหมือนจะดีและไม่ดี คือ ข้อนี้เราเขียนไว้ในข้อดีแหละ แต่มันเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เหมือนดาบ 2 คมค่ะ เพราะความไร้หน้าจอกวนใจ มันเลยไม่มีการแสดงข้อมูลอะไรบนข้อมือเราเลย ไม่สามารถดูวัน เวลา ไม่สามารถดูอัตราการเต้นหัวใจ ระดับออซิเจนในเลือด หรือค่าสุขภาพ 3 ตัวหลักๆ ได้ ถ้าเราไม่มีโทรศัพท์อยู่ข้างตัว เพราะฉะนั้น ถ้าใครที่ชอบ device ที่เชื่อมต่อกับมือถือและมีหน้าจอแสดงผลด้วย Whoop อาจไม่ตอบโจทย์ (หรือถ้าใครงบเยอะ ก็ใส่ไปเลยทั้ง 2 แบบ 5555+)
- ตัวสายราคาแพงมาก สำหรับเราคือสายแพงมากจริงๆ ค่ะ เริ่มต้นที่ 2,000-6,500 บาท /เส้น หัวชาร์จแบบไร้สาย ราคาประมาณ 3 พันต้นๆ คิดเป็น 1 ใน 3 ของราคาเครื่อง Whoop เลยละ สาเหตุที่ราคาของแพงเพราะว่าตอนนี้ยังไม่มี Whoop แบบ Official ในประเทศไทย ต้องซื้อผ่านตัวแทนนำเข้า รวมถึงมีร้านรับ Pre-order ซึ่งควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแต่ละร้านให้ดีก่อนสั่ง ปล. สาย MG สามารถใช้ได้กับทุกรุ่น นอกนั้นใช้ข้ามรุ่นกันไม่ได้
- ปรับระดับสายยากไปนิด อันนี้น่าจะเป็นเฉพาะสายแบบ SuperKnit หรือสายถัก เพราะเราจะต้องรูดๆ เอาเอง ซึ่งมันจะปรับยากกว่า เมื่อเทียบกับการปรับสายถักของ Apple Watch
- บางคนอาจมีปัญหากับค่า Recovery ที่ไม่เป็นสีเขียวเลย ทำให้รู้สึกเครียดได้ ส่วนตัวค่านี้ของเราจะไปทางเขียวเป็นส่วนใหญ่ มีเหลือง-แดง ปนมาบ้าง โดยสังเกตว่าช่วงไหนที่เราทำกิจกรรมเยอะๆ ใช้ร่างกายแบบไม่พัก ออกกำลังกาย+ทำกิจกรรมหนักๆ ในวัน ทานอาหารมื้อหนักๆ ก่อนเข้านอน นอนดึก (เกิน 5 ทุ่ม) นอน-ตื่น ไม่เป็นเวลา ค่า recovery จะค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าเราพยายามปรับข้อเหล่านี้ให้ดีขึ้น Recovery เราจะกลับมาเป็นตัวเลขที่สวยขึ้น อย่างไรก็ตามให้ดูค่า Baseline ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ต้องเทียบกับใคร
สรุปแล้ว Whoop Peak 5.0 เหมาะกับใคร
ตอบง่ายๆ คือ เหมาะกับทุกๆ คนที่ต้องการฟังเสียงร่างกายของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกาย ฝึกซ้อมกีฬาด้วยตนเอง แล้วไม่รู้ว่าควรฝึกหนัก หรือหยุดพักตอนไหน?
เราเองเป็นอีกคนที่ชอบออกกำลังกาย ก็จะออกไปเรื่อยๆ ทุกวัน หลายครั้งที่ออกจนรู้สึกเหนื่อยง่าย Burnout หมดไฟ หรือหนักหน่อยคือได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายที่เยอะเกินไป (Overtraining Syndrome) ก็มี แทนที่จะได้สุขภาพที่ดี กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น สัดส่วนกระชับ กลายเป็นเจ็บไปแทน แถมกว่าจะกลับมาออกกำลังกายได้เต็มที่ก็ยาก Whoop จะคอยวิเคราะห์ข้อมูลร่างกายของเรา แล้วแปลเป็นผลที่เข้าใจได้ง่าย ด้วยสัญญาณสีเขียว เหลือง และแดง เพื่อให้เรานำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันได้ (แต่ก็ย้ำว่าอย่ายึดติดกับตัวเลขมากเกินไป จนกลายเป็นกดดัน ให้ดูค่าตัวเลขประกอบกับความรู้สึกจริงๆ ของเราด้วยนะ ว่ามันไปในทิศทางเดียวกันไหม ส่วนตัวเราจะไปในทางเดียวกันค่ะ ถ้าวันไหนค่าแดง นอนไม่ดี ง่วงทั้งวัน ตกเย็นปุ้บเหมือนพลังตกไปเลย แต่ถ้าวันไหนที่ค่าเขียว HRV ดี การหลับดี มันจะรู้สึกมีเรี่ยวแรง ไม่ง่วง ไม่ซึม)
จริงๆ อยากแนะนำหนังสืออีกเล่ม เกี่ยวกับการอ่านค่า HRV ที่ Whoop จะวัดค่านี้ทุกคืนตอนนอน แล้วมาแสดงผลในตอนเช้า คือ หนังสือร่างกายกำลังบอกอะไรคุณ อ่านสัญญาณสุขภาพ
Link สั่งซื้อ >> https://s.shopee.co.th/60NDJ8EQgz (Affiliate)
ที่คุณหมอจะมาอธิบายเกี่ยวกับค่า HRV อย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการวัด การอ่านค่า การปรับกิจวัตรประจำวัน การฝึกหายใจ การเลือกอาหารที่ทาน เพื่อช่วยให้ค่า HRV เพิ่มสูงขึ้น ตลอดถึงการนำค่า HRV ไปใช้เพื่อปรับปรุงสุขภาพ การประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน (วันที่มีค่า HRV สูง จะตัดสินใจดีกว่า อารมณ์จะนิ่งกว่า) ซึ่งเราว่าเป็นหนังสือที่ช่วยให้เราสามารถใช้ Whoop ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ถ้าถามว่า Smart Watch ที่มี ครบอยู่แล้วนะ ใช้ดี เข้ากับไลฟ์สไตล์อยู่แล้ว รู้สึกร่างกายกระฉับกระเฉงดี สุขภาพดี จำเป็นต้องใส่ Whoop ไหม? เราคิดว่าก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มค่ะ เพราะเอาจริงๆ การวัดค่าหลายๆ ตัว ก็ค่อนข้างจะทับซ้อนกับ Device ตัวอื่นๆ อยู่หลายค่าเลยเหมือนกัน อาจจะต่างกันตรงมีการสรุปผล 3 ส่วนหลัก และมี AI ที่เราสามารถถามตอบเกี่ยวกับสุขภาพเราได้แทบจะทุกเรื่อง (และมีค่ารายเดือน/รายปี ด้วยนะ 🤣) เพื่อนๆ ก็อาจจะต้องลองชั่งใจตัวเองดูว่า ความต้องการของเราเน้นเรื่องไหนเป็นหลัก คุ้มค่าไหมกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม ประมาณนี้ค่ะ และขอปิดท้ายว่านี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเรา ถูก-ผิด อย่างไรต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า และขอบคุณมากๆ สำหรับใครก็ตามที่อ่านจนจบค่ะ ขอให้สุขภาพของท่านแข็งแรง ไร้โรคภัย 💛

.jpeg)